---

 

               ผู้ที่เริ่มต้นหรือผู้ที่สนใจ ในการปฏิบัติธรรมเจริญสติ บางท่านเคยปฏิบัติมาหลายวิธีแล้ว บางท่านยังไม่เคยปฏิบัติอย่างไหนมาก่อน หรือบางท่านไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ทุกคนก็สามารถมาปฏิบัติได้ ขอให้มีสติคือมีความรู้สึกตัวได้ ก็ปฏิบัติได้ เพราะการเจริญสตินี้เป็นสากล เป็นเรื่องของชีวิตธรรมมะมีในคนทุกคน แต่ถูกอวิชชาคือความหลงบังไว้ จึงไม่แสดงออกมา ผู้ปฏิบัติธรรมเจริญสติ คือการเขย่าธาตุรู้ให้ตื่น และแสดงตัวออกมา เพื่อเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิต สำหรับอุปกรณ์ในการปฏิบัติเบื้องต้นอย่างแรกคือต้องทำความเข้าใจ ว่าจะปฏิบัติแบบไหน จะวางใจไว้อย่างไร จะถือเอาอะไรเป็นหลักของการปฏิบัติ ก็ต้องลงปฏิบัติไป และเรียนรู้หลักการต่างๆควบคู่กันไป
               คำว่าเจริญสติก็คือทำให้มีสติมาก เหมือนเจริญอาหารก็คือทานอาหารได้มาก คำว่า”สติ”เป็นภาษาบาลี แต่ถ้าแปลเป็นไทยก็คือความระลึกได้หรือความรู้สึกตัว ในการมีสติ ทุกคนก็มีอยู่แล้ว แต่มีน้อยหรือกระจัดกระจายกันอยู่ จึงเรียกว่าสติตามสัญชาตญาณ แต่ถ้ารวบรวมเป็นกลุ่มก้อน สตินี้จะมีพลังมากจึงเรียกว่าเป็นมหาสติปัฏฐาน คือฐานอันเป็นที่ตั้งของการกระทำทางกายวาจาใจหมายความว่า จะทำพูดคิดสิ่งไร ก็มีสติ ความผิดพลาดพลั้งเผลอจึงไม่มีช่อง เมื่อเราเจริญสติกำหนดรู้ดูใจอยู่เสมอ สติปัฏฐานก็เป็นฐานที่ตั้งมั่น เกิดกลายเป็นญาณปัญญา ซึ่งแปลว่าการหยั่งเข้าไปรู้คือรู้เท่ารู้ทันรู้กันรู้แก้ เรื่องของความคิดชีวิตจิตใจรู้ทันทุกอย่าง จนสามารถดูแลควบคุมตรวจสอบตนเองได้ เป็นชีวิตที่ไม่มีทุกข์ เป็นชีวิตที่มีปกติสุข

จะปฏิบัติที่ไหนเมื่อไร
               เข้าใจแล้วว่าการปฏิบัติธรรมคือการปฏิบัติที่กายและใจ เป็นเรื่องความจริงของชีวิต เป็นเรื่องของคน จึงไม่จำกัดเพศวัย ไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนา ไม่จำกัดกาลเวลาและไม่จำกัดสถานที่ ขอให้เป็นผู้ที่มีความรู้สึกตัวได้ ก็เพียงพอและสามารถปฏิบัติได้ดังนั้นทุกคนจึงเป็นอุปกรณ์ของพระธรรม ในเมื่ออุปกรณ์มีพร้อมแล้วอยู่ที่ร่างกายและจิตใจ ดังนั้นการปฏิบัติคือจะทำอะไร จะพูดอะไร จะอยู่ที่ไหน ก็ให้มีการกำหนดความรู้ตัวที่กายและใจไปด้วย จึงสามารถปฏิบัติได้ทุกที่ทุกเวลา ขอให้กำหนดรู้ดูความรู้สึกตัวเป็นหลัก ตั้งใจทำตั้งใจดูให้ลงมือปฏิบัติ คือเอากายกับใจลงสนามปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่ต้องผัดวันเวลา มัวแต่รีรอเดี๋ยวจะไม่มีเวลาได้ปฏิบัติ.