---


 

                วิธีการคือให้กายเคลื่อนไหว ให้ใจกำหนดรู้ รู้อาการของกาย คือรู้ความรู้สึกตัว ให้รู้ความรู้สึกตัวไปกับอิริยาบถของการเคลื่อนไหว ทั้งทางกายและจิตใจ ไม่หลับตา ไม่ว่าคำบริกรรม ไม่อยู่นิ่งๆ เพราะเราอยู่นิ่งความคิดและการปรุงแตกจะคอบงำเรา ให้มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ แล้วกำหนดความรู้สึกตัวอาจจะเป็นการรู้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเช่น ยืนเดินนั่งนอน จะนั่งเก้าอี้ นั่งห้อยขานั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบก็ได้ ให้ก็ตั้งใจปฏิบัติ ด้วยการกำหนดรู้ไปเรื่อยๆ จะยกมือเป็นจังหวะตามรูปแบบ หรือคลึงนิ้วมือ กำมือเหยียดมือคว่ำมือหงายมือก็กำหนดรู้ได้ ให้รู้ต่อเนื่องเป็นเหมือนลูกโซ่ ให้รู้ว่าความรู้สึกตัวคืออะไร เป็นลักษณะอย่างไร มีรูปร่างสภาวะอย่างไร ทดสอบปฏิบัติขณะนี้เลย ลองพลิกมือคว่ำมือกลับไปกลับมาขณะมือกำลังเคลื่อนไหวรู้สึกไหม อะไรคือตัวรู้ ไม่ใช่เอาตาเนื้อดู ให้เอาตาใจดู ความรู้สึกตัวนั้นแหละคือการดู ถ้าลองหลับตาก็ยังรู้ว่ามือกำลังเคลื่อนไหวอยู่ นั้นแหละเรียกว่าเอาใจดู ถ้ารู้สึกตัวขณะเคลื่อนไหวอยู่ นั้นแหละเรียกว่าสติ การรู้ดูใจต่อเนื่องอย่างนี้แหละเรียกว่า “เจริญสติ เป็นลูกโซ่”คือเอากายกับใจมาอยู่ด้วยกัน ถ้าเป็นภาษาปฏิบัติเรียกว่ารู้รูป (คือรู้กาย)รู้นาม(คือรู้ใจ) ในลำดับแรกให้รู้รูปรู้นาม รู้ด้วยอาการรู้ เมื่อรู้รูปรู้นามแล้ว ต่อไปก็จะรู้รูปทำนามทำ รูปทุกข์นามทุกข์ รูปโรคนามโรค รูปสมมตินามสมมติ แล้วจะรู้จะเป็นไปตามลำดับของเส้นทางธรรม ให้เรากำหนดรู้อยู่ที่กาย เป็นส่วนหยาบๆอย่างนี้ก่อน ส่วนละเอียดคือจิตใจจะรู้ตามมาเอง คือตัวรู้หรือตัวสติจะพาไปเอง เหมือเราขึ้นรถถูกสายเช่นจะไปกรุงเทพ เราก็ขึ้นรถสายกรุงเทพแล้วรถจะพาเราไปถึงกรุงเทพเอง
               ฉะนั้นหลักของการปฏิบัติที่สำคัญ คือสติหมายถึงความรู้สึกตัวกำหนดรู้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ สำหรับนักปฏิบัติใหม่ให้กำหนดรู้ที่กายมากๆ เพราะกายเป็นฐานใหญ่จึงกำหนดรู้ได้ชัดเจนดี เมื่อรู้กายก็เท่ากับรู้ใจเพราะกายกับใจอยู่ด้วยกัน เมื่อหลงลืมหรือกำหนดรู้ไม่ทันก็ให้กำหนดรู้เริ่มต้นใหม่ คือเริ่มต้นที่รู้สึกตัว หรือจะเรียกว่าเริ่มต้นที่ 0 นับ 1 ที่ตัวเรา หลงไปเมื่อไรก็ให้กลับมาที่หลัก คือที่ความรู้สึกเสมอ กำลังงานหรือทำอะไรอยู่ เมื่อนึกได้ก็ให้กำหนดรู้ตัวทันที ถ้าได้รู้สัมผัสความรู้สึกตัวก็ชื่อว่าได้เดินมาถูกทาง แต่เป็นทางด้านจิตใจหรือเป็นเส้นทางธรรม สติความรู้ตัวจึงเป็นเหมือนยานขนส่ง ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมาย คือสิ่งสูงสุดของชีวิตที่มนุษย์พึงได้พึงถึง

สภาวะอาการของจิตและความรู้สึกตัว
               “สติ”หมายถึงความรู้สึกตัวความรู้สึกตัวมีอยู่ที่กายและใจ ความรู้สึกตัวคืออาการของจิต ในตำราบอกว่าจิตมี 52 ลักษณะเรียกว่าเจตสิก 52 หนึ่งใน 52 นั้นก็มีความรู้สึกตัว จึงแสดงว่าความรู้สึกตัวกับจิตก็เป็นสิ่งเดียวกัน คุณสมบัติของความรู้สึกตัวคือเป็นจิตที่มีความเป็นปกติ เป็นกลางไม่เอียงซ้ายเอียงขวา ไม่ฟูไม่แฟบ มีลักษณะตื่นตัวไม่หลับใหลหลง ดังนั้นเมื่อความรู้สึกตัวปรากฏขึ้นเมื่อไร ก็หมายถึงความเป็นธรรม ความเป็นกลางของจิตตั้งอยู่ขณะนั้น สติหรือความรู้สึกตัวที่ทุกคนมีเช่นรู้จักร้อนรู้จักหนาว นั้นมันเป็นสติตามสัญชาตญาณ ทุกชีวิตก็มีสติตามธรรมชาติ แต่มันไม่มากพอที่จะเกิดญาณปัญญาคือการหยั่งรู้หรือเกิดความหลุดพ้นได้ สติความรู้สึกตัวที่จะเกิดญาณของปัญญาได้ ต้องเป็นสติที่ผ่านขบวนการปฏิบัติ คือการเจริญสติ ด้วยการกำหนดรู้อยู่ที่กายและใจ จะทำแทนกันหรือจะชื่อขายกันก็ไม่ได้ คือเป็นปัจจัตตัง คือการรู้ได้เฉพาะตน จะต้องเอากายกับใจลงสนามคือการปฏิบัติด้วยตัวเองเท่านั้น จึงจะเกิดได้ นี้คือความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมของธรรมชาติ ด้านจิตใจยังมีอยู่ ดังนั้นในขณะที่กายเคลื่อนไหวเจตนาดูหรือรู้สึกตัวลงไป นี้คือการปฏิบัติ นี้คือการดึงจิตมาฝึกฝนอบรม ความรู้สึกตัวจึงเป็นเครื่องหมายหรือเป็นสัญญาลักษณ์แทนจิต เมื่อความรู้สึกเกิดขึ้นโดยการสัมผัสรู้ ก็แสดงว่าจิตกลับมาแล้ว ทั้งนี้เมื่อเราอยากจะตรวจสอบดูจิตว่าจิตอยู่หรือไม่อยู่ จิตเป็นอย่างไร เราไม่ต้องไปเที่ยวตามหาจิตที่อื่น เพราะนั้นมันเป็นปลายเหตุ แต่ถ้าเรามากำหนดรู้ตัวลงไปที่กาย แล้วจิตจะกลับมาเอง เพราะจิตมีรูปร่างแต่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตานอก แต่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาในคือตาสติ หรือความรู้สึกตัว เมื่อกำหนดรู้ตัวบ่อยๆก็แสดงว่าเราไห้ดึงจิตมาฝึกฝนอบรมอยู่เสมอๆ เมื่อจิตอยู่กับความรู้ตัวก็คือจิตเป็นปกติ อะไรผ่านมาที่ไม่ใช่ความเป็นปกติ เช่นความโลภความโกรธความหลง จิตมันจะไม่รับ เพราะจิตมันรู้ว่านั้นไม่ใช่จิตเดิมแท้ แต่เป็นจิตที่ปะปนมากับอุปาทานคือความหลง จิตมันจะไม่รับ เกิดการสลัดออก เราจึงเรียกว่าความหลุดพ้น คือพ้นไปจากจิต ฉะนั้นการฝึกจิตด้วยวิธีการนี้จึงได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเราเข้าถึงจุดกำเนิดเป็นการแก้ไขตรงจุด และมีเป้าหมายที่ชัดเจน การดูจิตผ่านความรู้สึกตัวอย่างนี้ จึงเป็นทางลัดเข้าไปฝึกจิตโดยตรง มีอุปกรณ์ตัวช่วยคือการเคลื่อนไหว เพื่อกำหนดสติได้ต่อเนื่องแล้วเอาความรู้ตัวเป็นหลัก จึงเห็นผลแน่นอนไม่ผิดพลาด ลองพิสูจน์ดูแล้วจะรู้เองเห็นเองเรียกว่าเกิด ยถาภูตะ ญาณ คือการรู้เห็นตามความจริง

ธรรมชาติของจิตใจ
               ตามหลักจิตวิทยา จิตของคนเรามีอยู่ 2 ลักษณะคือ
1.จิตในสำนึก, 2.จิตใต้สำนึก, คำว่า จิตในสำนึก คือจิตที่เป็นส่วนที่ตระหนักรู้ได้ด้วยเหตุด้วยผล ประกอบไปด้วยความรู้สึก ความนึกคิดและอารมณ์ ทั้งสามส่วนนี้ทำงานร่วมกับสมอง จึงเกี่ยวข้องกับร่างกายและจิตใจโดยตรง รวมไปถึงระบบหัวใจระบบเลือดลม และทุกส่วนของชีวิต โยงใยเกี่ยวข้องกันไปหมด
2.จิตใต้สำนึก เป็นส่วนที่อยู่ลึก จนระดับความคิดและเหตุผลเข้าไม่ถึง คืออยู่เหนือความคิดและเหตุผลภายนอก มีการทำงานด้วยกลไกทางภายในของจิตตามธรรมชาติ ซึ่งความนึกคิดและเหตุผลไม่สามารถควบคุมได้ ฉะนั้นจิตใต้สำนึกจึงเป็นจิตที่อยู่ในส่วนลึกเป็นไปตามสัญชาตญาณ การแก้ไขจึงลำบาก เพราะต้องแก้ไขด้วยสติปัญญาส่วนลึกเช่นเดียวกัน ถ้าจะเปรียบจิตใน สำนึกก็เหมือนกับคนตกน้ำแต่ยังพอพยุงกายตัวเอง ให้อยู่บนผิวน้ำได้ การช่วยเหลือแก้ไขก็ทำได้ง่ายเพราะยังมองเห็นได้ ส่วนจิตใต้สำนึกเหมือนคนตกน้ำแล้วจมลงไปในน้ำ การช่วยเหลือแก้ไขก็ต้องดำน้ำลงไปแก้ไข
               ฉะนั้นผู้ที่ช่วยก็ต้องมีความแข็งแรงมีความชำนาญหรือได้ฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อจะได้ช่วยเหลือได้ การปฏิบัติธรรมเจริญสติ ก็เป็นกลไกภายใน แต่อาศัยอุปกรณ์ภายนอกเพื่อสื่อเข้าไปถึงภายใน เมื่อเป็นภายในต่อภายในก็พอแก้ไขกันได้ การมีสติคือความรู้สึกตัว จึงเป็นการจัดระบบระเบียบภายในเช่นคลื่นสมองและหัวใจเป็นต้น เราเพียงแต่เพียรปฏิบัติเติมความรู้สึกตัวลงไป ในขณะกายเคลื่อนไหว แล้วจะเกิดตัวญาณปัญญาซึ่งหยั่งเข้าไปรู้ คือการรู้กลไกภายใน หน้าที่เราคือขยันปฏิบัติแบบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ส่วนสติสมาธิและปัญญา จะเข้าไปทำหน้าที่ คือการแก้ไขปรับปรุงกลไกภายในเอง โดยอัตโนมัติ

ธรรมชาติชีวิตความคิดและอารมณ์
               ความคิดและอารมณ์เป็นธรรมชาติของชีวิต เขาอยู่ด้วยกันมานานเป็นเพื่อนกัน ถ้าตัวใดตัวหนึ่งเกิดอะไรขึ้นก็คล้อยตามโยงใยโน้นนำถึงกัน เช่นเมื่ออารมณ์เกิดความยินดีความคิดก็จะคิดปรุงแต่งไปในสิ่งที่ดีเป็นฝ่ายบวก ถ้าอารมณ์เกิดความโกรธหรือเกลียด ความนึกคิดก็จะคิดไปในทางไม่ดีเป็นฝ่ายลบ เมื่อทั้งสองอย่างโน้นนำเกี่ยวข้องกันอย่างนี้ ก็เกี่ยวนำดึงจิตใจติดข้องไปด้วย จึงเป็นสาเหตุให้จิตใจมีความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา เช่นขัดแย้ง กังวล ฟุ้งซ่าน สับสนฯ เมื่ออารมณ์รบกวนบ่อยๆ ก็เป็นเหตุให้การทำงานของความคิดสับสน ด้อยประสิทธิภาพลง ไม่ว่าจะเป็นด้านความทรงจำ ด้านการคำนวณ หรือด้านเหตุผล ก็จะลดความสามารถลง ความคิดและอารมณ์ยังส่งผลไปเบียดเบียนกาย คือทำให้กายกินไม่ได้ นอนไม่หลับ อันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมา
                ดังนั้นการเจริญสติ ด้วยการกำหนดความรู้สึกตัว จึงเป็นทางเลือกให้เป็นตัวกลางคอยประสานส่วนต่างๆ ให้อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่เบียดเบียนกัน คือด้านความคิดก็ไม่ให้ปรุงแต่งแบบลักคิด แต่ให้คิดแบบตั้งใจคิดหรือให้คิดแบบรู้ตัว ไม่คิดแบบเลียนลอย เมื่อคิดจบเรื่องแล้วก็ให้หยุดหรือวางได้ ด้านอารมณ์ก็ไม่ให้คล้อยตามความคิดไปหมดทุกเรื่อง ให้วางใจว่างๆแบบสบายๆ ให้พบกันครึ่งทาง คือลดหย่อนลงมาหากัน เพื่อไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความเคร่งเครียด ก็ให้พบกันที่ความรู้สึกตัวเป็นหลัก ให้ความรู้สึกตัวเป็นตัวกลางคอยประสาน แต่ละฝ่ายไม่ให้เบียดเบียดกัน ดังนั้นการคิดหรือการกระทำใดๆที่จะก่อให้เกิดวิบากกรรมคือผลเสียจะติดตามภายหลัง ก็ให้ความรู้สึกตัวตัดสินหรือตัดไฟแต่ต้นลม เรื่องต่างๆก็จะง่ายไม่บานปลาย เพราะการเจริญสติคือความรู้สึกตัว เป็นการจัดระเบียบภายใน จึงเป็นเหตุให้ระบบต่างๆในชีวิต อยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งและกัน

การปฏิบัติต้องทำเองที่กายและใจ
               ไม่มีใครจะทำแทนกันได้ ไม่ว่าเราจะอยู่หรือไป ไม่ว่าเราจะทำอะไรที่ไหนไม่ว่าเราจะอยู่คนเดียวหรืออยู่หลายคน ที่นั่นคือที่เราปฏิบัติได้ จะไปไหนมาไหนจะทำอะไรเราก็มีกายและใจไปด้วย เมื่อมีกายมีใจอยู่ที่ไหนที่นั้นคือที่ปฏิบัติ การเจริญสติคือการกำหนดความรู้สึกตัว โดยไม่ต้องหลับตาไม่ต้องอยู่นิ่ง ไม่ต้องมีคำบริกรรม จึงสามารถปฏิบัติทุกเวลาทุกสถานที่ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน การอยู่ การกินการดื่ม การทำพูดคิด เราเองเป็นผู้กระทำ เราเองเป็นบุคคลที่ปฏิบัติ จะเคยให้ทานรักษาศีลหรือไม่ก็ปฏิบัติได้ ไม่จำกัดกาลสถานที่ ไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนาขอให้มีความรู้สึกตัว ดูใจเสมอนั้นคือการปฏิบัติ การช่วยเหลือบุคคลอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเรายังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ก็ช่วยคนอื่นได้น้อยจึงจำเป็นที่เราจะต้องฝึกฝนอบรมตนเอง ให้ดีเสียก่อน เพราะถ้าใจยังไม่เย็นพอ แม้จะมีความปรารถนาดีมีจิตเมตตาอยากจะช่วยผู้อื่น อุปมาเหมือนอยากเอาน้ำไปรดต้นไม้ เพื่อให้ต้นไม้งาม แต่ไปหยิบเอาน้ำร้อนที่ยังร้อนอยู่ กลับกลายเป็นว่าเอาน้ำไฟไปลวกต้นไม้ ทำให้เหี่ยวเฉากว่าเดิมจึงควรฝึกใจตนเองให้ดีให้สงบเย็นเสียก่อนการ จึงจะช่วยเหลือตนและคนอื่นได้ดี

การเจริญสติในอิริยาบถเดินจงกรม
                การเดินจงกรมก็เป็นอิริยาบถหนึ่งของการเจริญสติที่มีความสำคัญ เพราะเป็นอิริยาบถที่อยู่ใกล้และใช้บ่อย ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ใช้อิริยาบถนี้มาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว แต่การเดินจงกรมแตกต่างจากการเดินในชีวิตประจำวันตรงที่ว่า เป็นการเดินแบบมีสติ เป็นการเดินโดยกำหนดความรู้สึกตัวลงไปด้วย ในขณะที่กำลังก้าวและเหยียบ จึงเป็นการเดินที่ได้กำไรสองต่อคือ 1.ได้งาน 2.ได้สติ ในสมัยครั้งพุทธกาล ในตำราบอกว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว อิริยาบถต่อมาในสัปดาห์ที่ 3 ก็ลุกขึ้นเดินจงกรม ฉะนั้นคำว่าเดินจงกรมไม่ใช่เดินเป็นวงกลม แต่เป็นการเดินเป็นเส้นทางตรง คือเดินกลับไปกลับมาให้กำหนดความรู้สึกตัวไปพร้อมกับการเดิน โดยใช้ระยะทางที่พอเหมาะกับสถานที่ ถ้าอยู่ห้องที่คับแคบก็เดินประมาณ 3-4ก้าวก็ได้ แต่ถ้าสถานที่มีความยาว ก็ใช้เส้นทางเดินประมาณ 8-12 ก้าว เดินโดยไม่แกว่งแขน จะเอามือกอดอก หรือจับกันไว้ข้างหน้าข้างหลังก็ได้ เดินกลับไปกลับมา ให้มีความรู้สึกตัวเดินแบบสบายๆ กำหนดรู้ตัวไปด้วยขณะที่ก้าวและเหยียบ เมื่อสุดทางก็หมุนตัวกลับ หยุดหน่อยหนึ่งแล้วก้าวเดินต่อไป จะก้าวหรือหมุนตัวข้างไหนก่อนก็ได้ ให้เดินพอดีไม่ช้าหรือเร็วเกินไป ดูทีละอย่างรู้ทันส่วนไหนก็ดูส่วนนั้นหลักการโดยตรงก็คือ อาศัยการรู้อยู่กับกายเคลื่อนไหว การเหยียบการกระทบสัมผัส ไม่ต้องกดเกร็งเพ่งจ้อง คือรู้เฉยๆเหมือนเดินเล่นๆ แต่ให้มีการกำหนดความรู้ตัวอยู่เสมอๆ ถ้าหลงลืมเมื่อไรก็เริ่มต้นใหม่ การเดินจงกรมจึงเป็นอิริยาบถเพื่อสลับเปลี่ยนกันการนั่งสร้างจังหวะ เพื่อจะได้ทำการปฏิบัติให้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ จึงเดินบ้าง นั่งบ้าง อาจจะ20-30-40 นาที หรือจะกี่นาทีก็ได้ อิริยาบถการเดินจงกรมนี้ทำได้ง่าย จะเดินที่ไหนก็ได้ เดินในห้องเดินในบ้านหรือเดินกับการทำงานก็ได้ ถ้าจับหลักการได้แล้ว จะเดินไปไหนมาไหน มีการกำหนดรู้ตัวไปด้วย นั้นคือการเดินจงกรม นั้นคือเวลาปฏิบัติธรรมเจริญสติ